
โดยรวมแล้ว การเรียน Food Tech แตกต่างจากการเรียนเชฟทั่วไปตรงที่ การเรียนเชฟทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะในด้านการประกอบอาหาร การจัดการครัว และการเสริมสร้างประสบการณ์ในการรับประทานอาหารเป็นหลัก ในขณะที่การเรียน Food Tech จะมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่อยู่เบื้องหลังอาหาร ตั้งแต่องค์ประกอบของวัตถุดิบ การเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการปรุงอาหาร กระบวนการแปรรูป ความปลอดภัย คุณภาพ ไปจนถึงการพัฒนาสูตรอาหารให้สามารถนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์และจัดจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ได้
กล่าวคือ หากการเรียนเชฟสอนให้ผู้เรียนรู้ว่า จะต้องทำอย่างไรให้อาหารจานนี้มีรสชาติที่อร่อยและถูกปากผู้รับประทาน การเรียน Food Tech จะพาผู้เรียนมองลึกลงไปกว่านั้นว่า ทำไมอาหารจึงมีรสชาติ เนื้อสัมผัส และคุณสมบัติแบบนี้ รวมถึงผู้เรียนจะต้องทำอย่างไรให้อาหารสูตรเดิมสามารถผลิตซ้ำได้ในปริมาณมาก โดยที่ยังคงมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ ปลอดภัย เก็บรักษาได้นาน และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและผู้บริโภค
เรียน Food Tech คืออะไร และต้องเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง
Food Tech หรือ Food Technology คือ หลักสูตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีอาหาร ที่มีการนำเอาองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการประกอบอาหาร นับตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การบรรจุ การเก็บรักษา ไปจนถึงการผลิตในระดับอุตสาหกรรม เพราะฉะนั้นแล้ว จุดมุ่งหมายสำคัญของการเรียน Food Tech จึงไม่ได้อยู่ที่การทำอาหารจานหนึ่งให้อร่อยเท่านั้น แต่คือการทำให้อาหารหรือผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ มีความปลอดภัย เหมาะสมกับผู้บริโภค และสามารถผลิตซ้ำภายใต้ต้นทุนที่ธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยหลักสูตร Food Tech มีเนื้อหาที่ครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้
- วิทยาศาสตร์อาหาร เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับองค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต น้ำ รวมถึงสารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอาหาร
- จุลชีววิทยาและความปลอดภัยอาหาร เพื่อศึกษาเกี่ยวกับเชื้อจุลินทรีย์ ปัจจัยที่ทำให้อาหารเน่าเสียหรือเสื่อมคุณภาพ ตลอดจนแนวทางควบคุมความเสี่ยงในกระบวนการผลิต
- เทคโนโลยีการแปรรูปอาหาร เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการใช้ความร้อน ความเย็น การอบแห้ง การหมัก และกระบวนการอื่น ๆ เพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
- การวิเคราะห์คุณภาพอาหาร เพื่อประเมินรสชาติ กลิ่น สี เนื้อสัมผัส คุณค่าทางโภชนาการ และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์
- การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเปลี่ยน Consumer Insight และความต้องการของตลาด ให้กลายเป็นสูตรอาหารต้นแบบที่สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้จริง
- บรรจุภัณฑ์และอายุการเก็บรักษา เพื่อเลือกวิธีบรรจุและการเก็บรักษาที่ช่วยคงคุณภาพของอาหารได้นานขึ้น
การเรียน Food Tech กับการเรียนเชฟ มีความแตกต่างกันในด้านใดบ้าง
แม้ว่าการเรียน Food Tech และการเรียนเชฟจะมีอาหารเป็นจุดร่วมเดียวกัน แต่เส้นทางการเรียนรู้ รูปแบบการฝึกปฏิบัติงาน ตลอดจนเส้นทางอาชีพหลังเรียนจบ ล้วนมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่กำลังตัดสินใจว่าจะเลือกเรียน Food Tech หรือเรียนเชฟ จึงควรพิจารณารายละเอียดและความแตกต่างของแต่ละหลักสูตรอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถเลือกเรียนได้อย่างตอบโจทย์กับความถนัดและความสนใจมากที่สุด
| ความแตกต่าง | เรียน Food Tech | เรียนเชฟทั่วไป |
|---|---|---|
| เป้าหมายในการเรียนรู้ | พัฒนาความสามารถในการสร้างสรรค์ ปรับปรุง และควบคุมกระบวนการผลิตอาหารให้มีคุณภาพ ปลอดภัย และสามารถผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ | พัฒนาทักษะในการประกอบอาหาร การสร้างสรรค์เมนูอาหาร และการบริหารจัดการงานภายในครัว |
| เนื้อหาหลักสูตร | วิทยาศาสตร์อาหาร จุลชีววิทยา การแปรรูปอาหาร การควบคุมคุณภาพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ | เทคนิคการเตรียมวัตถุดิบ การปรุงอาหาร การจัดจาน การออกแบบเมนู สุขอนามัย และการจัดการครัว |
| รูปแบบการเรียนรู้ | เรียนรู้ภาคทฤษฎี การทดลองในห้องปฏิบัติการ การพัฒนาสูตร และการทดสอบผลิตภัณฑ์ | เน้นการฝึกปฏิบัติในครัว การใช้เครื่องมือ การควบคุมเวลา และการทำงานร่วมกันเป็นทีม |
| เกณฑ์การประเมินผลงาน | พิจารณาทั้งคุณภาพ ความปลอดภัย อายุการเก็บรักษา ต้นทุน และความเป็นไปได้ในการผลิต | พิจารณาจากรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส ความสวยงาม เทคนิคการปรุงอาหาร และความรวดเร็วในการทำงาน |
| สถานที่ปฏิบัติงาน | บริษัทผู้ผลิตอาหาร โรงงานอาหาร ศูนย์วิจัย ห้องปฏิบัติการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือธุรกิจ Food Startup | ร้านอาหาร โรงแรม ธุรกิจจัดเลี้ยง ครัวกลาง เรือสำราญ หรือธุรกิจส่วนตัว |
| เส้นทางอาชีพ | นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, R&D Chef, Industrial Chef, Food Technologist และ Food Innovator | Chef, Pastry Chef, Baker, Menu Developer, Kitchen Manager และเจ้าของร้านอาหาร |
หลักสูตร Food Technology and Creative Culinary Arts ของ DTC เรียนอะไรบ้าง
หลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ของวิทยาลัยดุสิตธานี (Dusit Thani College) ถูกออกแบบขึ้นมาภายใต้แนวคิดในการผสมผสาน 3 ศาสตร์สำคัญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ศิลปะการประกอบอาหาร ตลอดจนธุรกิจและนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในกระบวนการสร้างอาหารอย่างครบวงจร โดยหลักสูตรดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักสูตร Food Tech ที่มุ่งเน้นไปที่การเรียนภายในห้องปฏิบัติการเท่านั้น และไม่ได้เป็นหลักสูตรเชฟที่มุ่งฝึกฝนทักษะในครัวเพียงด้านเดียว แต่เป็นหลักสูตรการเรียนรู้แบบผสมผสานที่ช่วยให้ผู้เรียนมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์กับอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่อย่างครอบคลุม ดังนี้
- เข้าใจศาสตร์ของอาหาร ตั้งแต่องค์ประกอบของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การวิเคราะห์คุณภาพ ไปจนถึงการควบคุมมาตรฐานการผลิตและความปลอดภัย
- สร้างสรรค์อาหารได้จริง ผ่านการฝึกฝนเทคนิคการประกอบอาหาร การทดลองสูตร และการพัฒนารสชาติหรือรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างไปจากสูตรอาหารทั่วไป
- มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ ด้วยการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภค เทรนด์อาหาร การสร้างแบรนด์ การพัฒนานวัตกรรม และการต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่ตลาด
เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่จบหลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ จาก Dusit Thani College (DTC) จึงไม่เพียงมีทักษะในการประกอบอาหารที่โดดเด่นเท่านั้น แต่ยังสามารถนำเอาความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบอาหาร มาผนวกรวมเข้ากับหลักการทางวิทยาศาสตร์และมุมมองด้านธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนไอเดียต้นแบบให้กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีศักยภาพในการจัดจำหน่ายในท้องตลาดได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ หลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts) ยังช่วยให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค การกำหนดแนวคิดของผลิตภัณฑ์ การเลือกใช้วัตถุดิบ การทดลองและปรับปรุงสูตร ไปจนถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการผลิตและการดำเนินธุรกิจ จนสามารถนำเอาองค์ความรู้เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม บริษัทผู้ผลิตอาหาร ฝ่ายวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการเริ่มต้นสร้างแบรนด์หรือธุรกิจอาหารของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับผู้ที่มีความสนใจในด้านอาหาร แต่ยังลังเลว่าควรเลือกเรียน Food Tech หรือเรียนเชฟ เพื่อให้เส้นทางการเรียนและเส้นทางอาชีพตอบโจทย์ทั้งความชื่นชอบส่วนตัวและความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารในอนาคต หลักสูตรปริญญาตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารและการประกอบอาหารสร้างสรรค์ (Food Technology and Creative Culinary Arts) ของวิทยาลัยดุสิตธานี คืออีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้ผู้เรียนไม่ต้องจำกัดตัวเองเอาไว้กับศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง เพราะผู้เรียนสามารถพัฒนาทั้งทักษะการประกอบอาหาร ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ตลอดจนความรู้ด้านธุรกิจและนวัตกรรมไปได้พร้อม ๆ กัน อีกทั้งยังสามารถนำเอาองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภค และต่อยอดสู่การทำงานหรือการประกอบธุรกิจอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเรียน Food Tech
คำตอบขึ้นอยู่กับเส้นทางอาชีพในอนาคต หากอยากพัฒนาฝีมือการทำอาหาร อยากทำงานในครัว และเติบโตบนเส้นทางอาชีพเชฟเป็นหลัก การเรียนเชฟทั่วไปจะตอบโจทย์ความต้องการได้ดีกว่า แต่ถ้าหากต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือทำงานในอุตสาหกรรมอาหาร การเรียน Food Tech จะช่วยวางรากฐานในการเรียนรู้ได้อย่างตอบโจทย์มากกว่า
หลักสูตร Food Tech ทั่วไป ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การฝึกฝนทักษะการประกอบอาหารอย่างเข้มข้น เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเป็นเชฟโดยตรง ผู้เรียนที่ต้องการเป็นเชฟจึงจำเป็นจะต้องฝึกฝนทักษะด้านการประกอบอาหารเพิ่มเติม แต่สำหรับหลักสูตร Food Technology and Creative Culinary Arts ของ DTC นั้นจะมีการผสมผสานศิลปะการประกอบอาหารเข้ากับเทคโนโลยีอาหาร จึงสามารถช่วยวางพื้นฐานให้ผู้เรียนมีพื้นฐานด้านการประกอบอาหารที่สามารถต่อยอดสู่สายงานเชฟได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าหลักสูตร Food Tech ทั่วไป
เพราะผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาเพียงแค่อาหารที่อร่อย แต่ยังมองหาอาหารตอบโจทย์ทั้งในด้านความสะดวก คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัย ความยั่งยืน แหล่งที่มาของวัตถุดิบที่น่าเชื่อถือ และรูปแบบของอาหารที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต ดังนั้น อุตสาหกรรมอาหารจึงต้องการบุคลากรที่สามารถเชื่อมโยงความต้องการเหล่านี้เข้ากับความเป็นไปได้ทั้งทางวิทยาศาสตร์และธุรกิจ
หลักสูตร Food Technology and Creative Culinary Arts ของ DTC เหมาะสำหรับผู้ที่มีความสนใจในอาหาร ชอบทดลองและคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ ต้องการเข้าใจทั้งการประกอบอาหารและวิทยาศาสตร์เบื้องหลังอาหาร รวมถึงผู้ที่อยากทำงานด้าน R&D สร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาแบรนด์ และเริ่มต้นธุรกิจอาหารของตนเองในอนาคต
ผู้ที่เรียนจบหลักสูตร Food Technology and Creative Culinary Arts สามารถเลือกทำงานได้อย่างหลากหลายมากกว่าการเป็นเชฟในครัว เช่น นักวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร, R&D Chef, Industrial Chef, Food Innovator, Food Trend Analyst, ผู้ประกอบการธุรกิจอาหารที่พัฒนาผลิตภัณฑ์หรือสร้าง Food Startup ตลอดจนนักพัฒนาเมนู นักวิชาการ และนักวิจัยด้านอาหาร