เจาะลึก 6 ปัจจัยก่อนตัดสินใจสมัครหลักสูตรเชฟ ปริญญาตรีที่ใช่

หนึ่งในอาชีพที่ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัยก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด และเป็นที่ใฝ่ฝันของใครหลายๆ คนก็คือ “เชฟ” ยิ่งเวลาที่เราได้ดูรายการแข่งขันทำอาหาร หรือคอนเทนต์จากเหล่าครีเอเตอร์ในโซเชียลมีเดีย ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าอาชีพนี้เป็นมากกว่าผู้เชี่ยวชาญในการประกอบอาหาร แต่คือ “ศิลปิน” ที่สร้างสรรค์งานศิลปะกินได้เพื่อส่งต่อความสุขให้กับผู้คน
แต่กว่าจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ การเรียนรู้พื้นฐานและการฝึกฝนอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับใครที่กำลังเริ่มต้นตามความฝันและอยากรู้ว่าหากจะ เรียน เป็นเชฟ ต้องพิจารณาอะไรบ้าง? นี่คือ 6 ปัจจัยสำคัญในการเลือกสถาบันและ หลักสูตรเชฟ เพื่อนำไปใช้เป็นไอเดียก่อนตัดสินใจ
6 ปัจจัยสำคัญในการเลือกเรียนเชฟให้คุ้มค่าและตอบโจทย์อนาคต
1. สำรวจตัวเองว่าสนใจศาสตร์การทำอาหารด้านใด?
ก่อนจะเลือกสถาบัน ลองเช็กตัวเองก่อนว่าคุณชอบอาหารสไตล์ไหนเป็นพิเศษ เช่น อาหารไทย อาหารตะวันตก เบเกอรี่ หรือการตกแต่งอาหาร (Food Styling) เพราะแต่ละสถาบันมีจุดแข็งของหลักสูตรต่างกัน
หากคุณมีเป้าหมายอยากโกอินเตอร์ไปทำงานในต่างประเทศ การเลือกเรียนปริญญาตรีในหลักสูตรนานาชาติที่สอนพื้นฐานการทำครัวมาตรฐานสากลและได้รับการยอมรับระดับโลก เช่น สาขาวิชาศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ (หลักสูตรร่วมมือกับเลอ กอร์ดอง เบลอ) จะช่วยตอบโจทย์คุณได้ตรงจุดที่สุด

2. ชื่อเสียงและการยอมรับของสถาบัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยเชฟ คือใบเบิกทางที่สำคัญในการสมัครงาน สถาบันที่เปิดมาอย่างยาวนานและมีเครือข่ายรุ่นพี่ศิษย์เก่าในวงการอย่างเหนียวแน่น จะช่วยเพิ่มโอกาสให้คุณเป็นที่ต้องการของตลาด บางสถาบันชั้นนำมีผู้ประกอบการและโรงแรมระดับ 5 ดาว มารอจองตัวนักศึกษาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปี 4 เลยทีเดียว
3. ห้องปฏิบัติการครัวและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน
การ เรียนเชฟ เป็นศาสตร์ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Experience) ดังนั้น culinary school ที่ดีควรมีห้องปฏิบัติการครัวที่ทันสมัย แยกสัดส่วนชัดเจน เช่น ห้องครัวร้อน ห้องเบเกอรี่ ห้องจัดดอกไม้ และห้องเรียนสาธิต (Demo Room) ที่สำคัญ อุปกรณ์และวัตถุดิบต้องมีพร้อมสำหรับนักศึกษาทุกคนในคลาส เพื่อให้ทุกคนได้ฝึกฝนด้วยตัวเองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องแบ่งกันจนไม่ได้ความชำนาญ

4. ค่าเล่าเรียนที่เหมาะสม และโอกาสได้รับทุนการศึกษา
การเรียนในสายนี้มีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงและต้องพิจารณาในระยะยาวตลอด 4 ปี ค่าใช้จ่ายจะประกอบด้วยค่าเทอม (ค่าใช้จ่ายคงที่) และค่าอุปกรณ์หรือวัตถุดิบ (ค่าใช้จ่ายผันแปร)
ควรตรวจสอบกับทางสถาบันให้แน่ชัดว่าค่าเทอมนั้นรวมค่าวัตถุดิบระดับพรีเมียมไว้แล้วหรือไม่ นอกจากนี้ หลายๆ สถาบันยังมี ทุนการศึกษา เพื่อสนับสนุนนักศึกษาที่มีความตั้งใจจริง ซึ่งช่วยแบ่งเบาภาระทางการเงินได้เป็นอย่างมาก
5. ความหลากหลายของวิชาเสริมเฉพาะทาง
นอกจากวิชาหลักแล้ว หลักสูตรเชฟที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาศาสตร์อื่นๆ เพิ่มเติมตามเทรนด์โลก ตัวอย่างเช่นที่ วิทยาลัยดุสิตธานีมีการทำความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันชื่อดังระดับโลก ทำให้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ลงเรียนวิชาอาหารนานาชาติกับอาจารย์ต่างชาติตัวจริง เพื่อเสริมสร้างทักษะให้รอบด้านยิ่งขึ้น

(บรรยากาศการเรียนคอร์สการประกอบอาหารญี่ปุ่นต้นตำรับ สอนโดยอาจารย์จากสถาบัน Tsuji จากประเทศญี่ปุ่น)
6. โอกาสในการลงสนามจริงเพื่อสะสมประสบการณ์
สิ่งที่สำคัญที่สุดของการเป็นเชฟมืออาชีพคือความแม่นยำ รวดเร็ว และทักษะการบริหารจัดการครัวในสถานการณ์จริง การเลือกสถาบันที่ส่งเสริมการฝึกงานจึงสำคัญมาก
ที่วิทยาลัยดุสิตธานี มีการใช้ระบบการเรียนรู้แบบ WIL (Work Integrated Learning) ตั้งแต่ปี 1 นักศึกษาจะได้ฝึกงานและทำงานจริงในโรงแรมเครือดุสิตธานี รวมถึงพื้นที่จำลองธุรกิจจริงในวิทยาลัย ทำให้ได้ฝึกฝนทุกขั้นตอนตั้งแต่เตรียมวัตถุดิบหลังเตา ไปจนถึงการบริการลูกค้าจริง โดยมีอาจารย์ดูแลอย่างใกล้ชิด
เรียนปริญญาตรี สาขาศิลปะการประกอบอาหาร ที่ DTC เพื่ออนาคตเป็นเชฟมืออาชีพที่บริหารจัดการธุรกิจได้รอบด้าน
การเลือกที่เรียนเชฟไม่ใช่แค่การเลือกสถานที่เรียนทำอาหาร แต่คือการวางรากฐานและกำหนดเส้นทางชีวิตในอนาคตของคุณ อาชีพนี้ต้องอาศัยทั้งความชอบ ความอดทน และ passion ที่แรงกล้า แต่ถ้าคุณเลือกสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อม มั่นใจได้เลยว่าความฝันในการเป็นเชฟระดับโลกอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอนครับ
หากคุณพร้อมที่จะเปลี่ยนความรักในการปรุงอาหารให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง วิทยาลัยดุสิตธานี ในฐานะ มหาวิทยาลัยเชฟ ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมเปิดประตูต้อนรับคุณ ไม่ว่าคุณจะเลือก เรียนต่อปริญญาตรีในสาขาศิลปะการประกอบอาหารโดยตรง หรือต้องการอัปสกิลการทำอาหารอย่างรวดเร็วผ่านคอร์สระยะสั้น ก็สามารถเข้ามาศึกษาข้อมูลและสมัครเรียนเพื่อเริ่มต้นอนาคตที่ใช่ได้แล้ววันนี้!